วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สรุปการสัมมนา บริการห้องสมุดรูปแบบใหม่ โดย อ.บุญเลิศ อรุณพิบูลย์ (23/07/54)


Library Ternd : สารสนเทศรูปแบบใหม่ในห้องสมุด


1. Cloud Computing คือ การประมวลผลแบบกลุ่มก้อน ทีผู้ใช้ไม่ต้องจำเป็นที่จะเก็บข้อมูลไว้กับตนเอง แต่สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลได้จะทางระบบเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วโลกผ่านทางนำทางของอินเตอร์เน็ตที่จะนำพาไปยังเส้นทางที่ว่างเพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้อย่างดาย ไม่ว่าจะอยู่ใดก็ตามบนโลกของให้มีอินเตอร์เน็ตก็เข้าได้ แต่ถ้าไม่มีอินเตอร์เน็ตก็ไม่สามารถที่จะเข้ามาใช้งานได้นั่นเอง เหมือนกับเหตุการณ์ Black April ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2554ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยเกิดจากระบบไฟฟ้าดับทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ยักษ์อย่างอเมริกาเกิดปัญหาระบบเครือข่ายต่างล่มโดยมิได้นัดหมาย ที่เกิดความโกลาหลในอุตสาหกรรมไอซีที ไปพอสมควร ไม่เพียงแต่ในต่างประเทศ ระบบเครือข่ายในประเทศไทยเกิดจอมืดไปร่วมสามชั่วโมง ยักษ์ใหญ่แห่งธุรกิจค้าปลีกออนไลน์อย่าง Amazon ได้ออกมาชี้แจงทางเหตุทางเทคนิคที่ทำให้ไม่สามารถให้บริการได้ บนบริการ Elastic Compute Cloud หรือ EC2 ส่งผลให้บริการจากหลายบริษัทไม่สามารถใช้งานได้ อาทิเช่น Foursquare, Hootsuite, Reddit และ Quoro  โดยที่ OCLC หรือ (Online Computer Library Center) ที่เป็นเครือข่ายทางห้องสมุดที่มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่สุด และเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็ได้นำการประมวลผลแบบกลุ่มก้อน หรือ Cloud Computing มาประยุกต์ใช้โดยการนำเอาห้องสมุดทั้งหมดมาเชื่อมต่อกัน และนำ Cloud ILS และ Cloud OPAC มาใช้ร่วมกัน
ซึ่ง Cloud Computing แบ่งการใช้งานได้ สามประเภท คือ
1.1 Cloud Service แยกตามกลุ่มผู้ใช้ มีดังนี้คือ
- Cloud ระดับองค์กร นั่นคือ cloud library
- Cloud ระดับบุคคล/บริการ เช่น Gmail, Facebook, Meebo
- Cloud ผสม เช่น  Dropbox  เป็นบริการเรียกใช้ File งานต่างๆที่ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตสามารถทำงานได้อย่างปกติในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์เก็บข้อมูล โดยปัจจุบันนี้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะให้บริการทั้งแบบองค์กรและบุคคล
1.2 Cloud Service แยกตามการให้บริการ มีดังนี้คือ
- Public Cloud เป็นการให้บริการแบบสาธารณะ เช่น Google
- Pivate Cloud เป็นการให้บริการแบบระดับส่วนบุคคล เช่น Facebook Gmail เป็นต้น
- Hybrid Cloud การให้บริการแบบ2ทางเลือก หรือแบบผสมทั้งแบบระดับองค์กรและส่วนบุคคล ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปทางระบบขององค์กรต่างๆ สำหรับในประเทศไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นองค์กรที่มีการใช้ Public Cloud และ Pivate Cloud เป็นแบบผสม
1.3 Cloud Service แยกตามประเภทของเทคโนโลยี มีดังนี้คือ
SaaS (Software as a Service) ซึ่งเป็นการใช้การโปรแกรมต่างๆ บนเว็ปตามปกติโดยที่ไม่ต้องติดตั้งเครื่องมือใดๆเลย และยังสามารถใช้งานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย อีกไม่ได้ใช้พื้นที่บนฮาร์ดดิสก์ของตน และสามารถเรียกใช้งานได้เมื่อไรก็ได้ในขณะที่เราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกมาก
IaaS (Infrastructure as a Service) เป็นการใช้งานแบบ Virtual Machines (VMs) มีบริการต่างๆสนับสนุนการทำงานครบถ้วน เช่น Amazon Elastic Compute Cloud (EC2) , SunGrid, Gogrid
PaaS (Platform as a Service) คือ เครื่องมือสำหรับการพัฒนา โปรแกรมประยุกต์บน cloud computing เช่น Google App Engine, Heroku, Mosso, Engine Yard, Joyent, force.com (Sale force platform)

2. Mobile Device คือ การบริการบนอุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น โทรศัพท์ถือมือ ประเภท Smart phone, Tablet PC, Netbook หรือ eReader โดยที่การประยุกต์ใช้กับงานบริการของห้องสมุดได้นั้น จะต้องมีการทำการสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้ก่อนว่ามีการใช้บริการรูปแบบใดผ่านโมบายบ้างใช้ผ่านอุปกรณ์พกพาอะไรเป็นสำคัญ เพื่อให้มุมมองในภาพรวมก่อน ซึ่งมีเว็บสถิติของประเทศไทย หลายตัวที่ช่วยประเมินถึงพฤติกรรมผู้ใช้ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไร เช่น www.truehits.net, http://tru Platform as Serviceehit Platform as Services.net  และ www.google.com/analytics
ซึ่งระบบปฏิบัติการของอุปกรณ์พกพาต่างๆนั้นก็มีความสำคัญที่จะเป็นตัวบอกการให้บริการด้วย ซึ่งแบ่งตามประเภทได้ดังนี้ คือ
Smart Phone : Java, Dabian
Tablet : Android
eReader : IOS
Netbook : Windows

3. Digital Content & Publishing คือ การปรับเปลี่ยนมาเป็นวิธีการสร้างตำราให้เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิค เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการลดปริมาณงบประมาณในการจัดซื้อสารสนเทศ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนบุคลากรภายในองค์กรให้แสดงศักยภาพหรือความสามารถของตนเอง และเป็นการพัฒนาบุคลากรในหน่วยงานอีกด้วย ซึ่งการทำเอกสารส่วนมักจะทำกันในส่วนของ หนังสืออิเล็กทรอนิค หรือ E-book
ซึ่งหนังสืออิเล็กทรอนิค หรือ E-book dHคือ หนังสือ ที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์
การทำ E-book ให้มุ่งความสำคัญไปที่ 3 ส่วน คือ
1. การได้มาของเนื้อหา
2. กระบวนการผลิตและรูปแบบ
3. ลิขสิทธิ์ต้นฉบับและการเผยแพร่ (ลิขสิทธิ์ของต้นฉบับ, ลิขสิทธิ์ของ Ebook)
ซึ่งรูปแบบของ File ของ Ebook ได้แก่
.doc
.pdf
Flip ebook เช่น Flip Album เป็นอัลบั้มภาพ อาจไม่สามารถแสดงบนเว็บไซต์ได้
Flash ebook สามารถแสดงบนเว็บไซต์ได้
ePublishing (โปสเตอร์, แผ่นพับ อิเล็กทรอนิกส์)
.ePub (Sony reader, Kindle, ipad, iphone)
Digital multimedia book จะโชว์เป็นวิดีโอ จากภาพ

4. Crosswalk Metadata คือ กลุ่มของเมตาดาต้ามากกว่า 1 ประเภท ซึ่งในปัจจุบันเมตาดาต้าได้มีการผสมผสานกันเกือบทั้งหมด ดังนั้นบรรณารักษ์ หรือผู้ทำงานในสถาบันสารสนเทศ จึงจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับเมตาดาต้าให้มากที่สุด โดยที่ตัวอย่างของเมตาดาต้า มีดังต่อไปนี้คือ
MARC
MARCML New of library ข้อแตกต่างกับ MARC คือไม่มีพวก Subfield
Dublin core
ISAD (g) มาตรฐานสำหรับกลุ่มผู้ที่ทำจดหมายเหตุแบบดิจิตอล เช่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินทร์
CDWA มาตรฐานในงานกลุ่มพิพิธภัณฑ์
RDF มาตรฐานในงานจัดการความรู้
OWL มาตรฐานในงาน
MODs (คล้ายกับ DC แต่มี Element มากกว่า ใช้ในการทำ Digital Collection)
METs   (คล้ายกับ DC แต่มี Element มากกว่า ใช้ในการทำ Digital Collection)
PDF Metadata (ในกลุ่มสายงานมหาวิทยาลัย)
Doc Metadata (ในกลุ่มสายงานมหาวิทยาลัย)
EXIF (ใช้กับงานประเภทรูปภาพ,รูปถ่าย Digital ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักข่าว)
XMP (ใช้กับงานประเภทรูปภาพ,รูปถ่าย Digital ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักข่าว)
IPTC

5. Open Technology
Z39.5 การแลกเปลี่ยนข้อมูลบรรณานุกรมหนังสือผ่าน ILS โดยสามารถทำการดูดบรรณานุกรมมาได้อย่างอัตโนมัติ
ILS <—–> ILS ระหว่างห้องสมุดกับห้องสมุด
Z39.88 ช่วยให้ข้อมูลบรรณานุกรมกับ Reference manager
ILS <—–> Apps ระหว่างห้องสมุดกับ other application that be new create เน้นในด้านการเพิ่มลำดับเว็บ / จัดลำดับเว็บ Webometric
OAI-PMH มีแนวคิดมาจากการทำ one-search คือ การสืบค้นได้ทุกอย่างจากช่อง search เท่านั้น
ILS or DBs <—–> DBs, Apps
Linked Data keyword ที่ได้จากการทำเหมืองข้อมูลจากOAI-PMH จะถูกนำมาใช้ในด้านนี้ต่อ –> Semantic Web/Web 3.0
Web 1.0 มีรูปแบบคือ ให้ใครคนใดคนหนึ่งดูแลเว็บ แล้วเราอ่านอย่างเดียว
Web 2.0 มีรูปแบบคือ เรามีสิทธิ์สร้างเว็บขึ้นมาเองได้
Web 3.0 หัวใจสำคัญคือคำว่า Semantic สามารถป้อนคำค้นเป็นประโยคได้/เว็บเชิงความหมาย เช่น กูเกิ้ลรู้ว่าคำศัพท์ที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมคือ พืช สวน ไร่นา ทำเว็บไซต์ให้ค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับคำค้น โดยเอามาจาก keyword (link data)
Metadata คือ ข้อมูลที่ใช้กำกับและอภิบายข้อมูลหลักหรือกลุ่มของข้อมูลอื่น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ บัตรในห้องสมุดสำหรับสืบค้นหนังสือ โดยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชื่อหนังสือและตำแหน่งของหนังสือที่ต้องการหา ซึ่งหนังสือเป็นข้อมูลที่ต้องการ และบัตรเป็นข้อมูลที่อธิบายรายละเอียดของข้อมูลนั้น
Bibliography  เป็นรายการอ้างอิงและรายการทรัพยากรสารสนเทศอื่น ๆ ที่ผู้เขียนรายงานได้ศึกษาค้นคว้าทั้งหมด แต่บางรายการไม่ได้นำมาอ้างอิงในเนื้อหา

6. Data & Information Mining/Visualization         
Data & Information Mining ระบบฐานข้อมูลต้องไม่จบแค่ผลลัพธ์การค้น แต่มันต้องบอกอะไรมากกว่านั้น เช่นบอกว่า เจอทั้งหมดกี่เล่ม ปีไหนบ้างมีกี่เล่ม จะมีโปรแกรมช่วยนับให้เรา                      
Visualization มีหนังสือที่เขียนโดยผู้เขียนคนนี้กี่เรื่องๆ แล้วมีเส้นเชื่อมโยงระหว่างคน 2 คนนี้ว่าเคยเขียนหนังสือเล่มเดียวกันด้วย เช่น http://www.boliven.com/

7. Green library เป็นการที่ช่วยลดพลังงานในห้องสมุดโดยมีปรับปรุงส่วนต่างๆของห้องสมุดให้ลดพลังงานมากที่สุด โดยยึดในสิ่งต่อไปนี้คือ
 Green library <– Global warming …Green Building
Green library <– Global warming …Green ICT คู่กับ Cloud




                 

วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การรู้สารสนเทศ จาก Popof Blog (http://popofblog.blogspot.com)

การรู้สารสนเทศ (Information literacy)
ความหมายการรู้สารสนเทศ (Information literacy) หมายถึง ความรู้ความสามารถและทักษะของบุคคลในการเข้าถึงสารสนเทศ ประเมินสารสนเทศที่ค้นมาได้ และใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพทุกรูปแบบ ผู้รู้สารสนเทศจะต้องมีทักษะในด้านต่างๆ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์และ / หรือ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ทักษะการใช้ภาษา ทักษะการใช้ห้องสมุด ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ความสำคัญการรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อความสำเร็จของบุคคลในด้านต่างๆ ดังนี้
1. การศึกษา การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาของบุคคลทุกระดับ ทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในปัจจุบันตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้นบทบาทของผู้สอนจึงเปลี่ยนเป็นผู้ให้คำแนะนำชี้แนะโดยอาศัยทรัพยากรเป็นพื้นฐานสำคัญ

2. การดำรงชีวิตประจำวัน การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน เพราะผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้ที่สามารถวิเคราะห์ประเมินและใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเองเมื่อต้องการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ถ้าต้องการซื้อเครื่องปรับอากาศของบริษัทใดบริษัทหนึ่งก็ต้องพิจารณามาตรฐาน คุณภาพ บริการหลังการขาย และเปรียบเทียบราคา แล้วจึงค่อยตัดสินใจ เป็นต้น

3. การประกอบอาชีพ การรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะบุคคลนั้นสามารถแสวงหาสารสนเทศที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของตนเองได้ เช่น เกษตรกร เมื่อประสบปัญหาโรคระบาดกับพืชผลทางการเกษตรของตน ก็สามารถหาตัวยาหรือสารเคมีเพื่อมากำจัดโรคระบาด ดังกล่าวได้ เป็นต้น

4. สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะสังคมในยุคสารสนเทศ (Information Age) บุคคลจำเป็นต้องรู้สารสนเทศเพื่อปรับตนเองให้เข้ากับสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เช่น การอยู่ร่วมกันในสังคม การบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจและการแข่งขัน การบริหารบ้านเมืองของผู้นำประเทศ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าผู้รู้สารสนเทศ คือ ผู้ที่มีอำนาจสามารถาชี้วัดความสามารถขององค์กรหรือประเทศชาติได้ ดังนั้นประชากรที่เป็นผู้รู้สารสนเทศจึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของประเทศ

องค์ประกอบของการรู้สารสนเทศ
การรู้สารสนเทศเป็นทั้งความรู้ ความสามารถ ทักษะ และกระบวนการอันเป็นประโยชน์ในการพัฒนา การเรียนรู้ทุกรูปแบบ สมาคมห้องสมุดอเมริกัน (American Library Association. 2005 : Online) ได้กำหนดองค์ประกอบของการรู้สารสนเทศไว้ 4 ประการ คือ

1. ความสามารถในการตระหนักว่าเมื่อใดจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ ผู้เรียนจะต้องกำหนดเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้า กำหนดความต้องการสารสนเทศ ระบุชนิดและรูปแบบที่หลากหลายของแหล่งสารสนเทศที่จะศึกษา เช่น ห้องสมุด ศูนย์สารสนเทศ พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ บุคคล สถานที่ อินเทอร์เนต เป้นต้น รวมทั้งตระหนักถึงค่าใช้จ่ายและประโยชน์ที่ได้รับ และทราบขอบเขตของสารสนเทศที่จำเป็น

2. การเข้าถึงสารสนเทศ ผู้เรียนสามารถเลือกวิธีการค้นคืนสารสนเทศที่เหมาะสม กำหนดกลยุทธ์การค้นคืนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถค้นคืนสารสนเทศออนไลน์หรือสารสนเทศจากบุคคลโดยใช้วิธีการที่หลากหลายสามารถปรับกลยุทธ์การค้นคืนที่เหมาะสมตามความจำเป็น รวมถึงการตัดตอน บันทึก และการจัดการสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ

3. การประเมินสารสนเทศ ผู้เรียนสามารถสรุปแนวคิดสำคัญจากสารสนเทศที่รวบรวม โดยใช้เกณฑ์การประเมินสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ ความเที่ยงตรง ความถูกต้อง และความทันสมัย สามารถสังเคราะห์แนวคิดหลักเพื่อสร้างแนวคิดใหม่ เปรียบเทียบความรู้ใหม่กับความรู้เดิมเพื่อพิจารณาว่าอะไรคือสิ่งที่เพิ่มขึ้น อะไรคือสิ่งที่ขัดแย้งกัน และอะไรคือสิ่งที่คล้อยตามกัน

4. ความสามารถในการใช้สารสนเทศที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนสามารถใช้สารสนเทศใหม่ผนวกกับสารสนเทศที่มีอยู่ในการวางแผนและสร้างผลงาน หรือการกระทำตามหัวข้อที่กำหนดทบทวนกระบวนการ พัฒนาการผลิตผลงานของตนเอง และสามารถสื่อสารหรือเผยแพร่ผลงานของตนเองต่อบุคคลอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากความสามารถดังกล่าวแล้ว ผู้เรียนควรมีคุณสมบัติในด้านอื่นๆ ประกอบอีก ได้แก่

1. การรู้ห้องสมุด (Library literacy) ผู้เรียนต้องรู้ว่า ห้องสมุดเป็นแหล่งรวบรวมสารสนเทศในสาขาวิชาต่างๆ ไว้ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเลกทรอนิกส์ รู้วิธีการจัดเก็บสื่อ รู้จักใช้เครื่องมือช่วยค้นต่างๆ รู้จักกลยุทธ์ในการค้นคืนสารสนเทศแต่ละประเภท รวมทั้งบริการต่างๆ ของห้องสมุด โดยเฉพาะห้องสมุดของสถาบันการศึกษาที่ผู้เรียนกำลังศึกษาอยู่จะต้องรู้จักอย่างลึกซึ้งในประเด็นต่างๆ ดังกล่าวแล้ว การรู้ห้องสมุดครอบคลุมการรู้แหล่งสารสนเทศอื่นๆด้วย

2. การรู้คอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ผู้เรียนต้องรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เบื้องต้นในเรื่องของฮาร์ดแวร์ ซอฟแวร์ การเชื่อมประสาน และการใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ เช่น การพิมพ์เอกสาร การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การใช้อินเตอร์เนตในการติดต่อสื่อสาร รวมถึงการรู้ที่ตั้งของแหล่งสารสนเทศ เป็นต้น

3. การรู้เครือข่าย (Network Literacy) ผู้เรียนต้องรู้ขอบเขตและมีความสามารถในการใช้สารสนเทศทางเครือข่ายที่เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก สามารถใช้กลยุทธ์การสืบค้นสารสนเทศจากเครือข่าย และการบูรณาการสารสนเทศจากเครือข่ายกับสารสนเทศจากแหล่งอื่นๆ

4. การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น (Visual Literacy) ผู้เรียนสามารถเข้าใจและแปลความหมายสิ่งทีเห็นได้รวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ การแสดงความคิดเห็น และสามารถใช้สิ่งที่เห็นนั้นในการทำงานและการดำรงชีวิตประจำวันของตนเองได้ เช่น สัญลักษณ์บุหรี่ และ มีเครื่องหมายกากบาททาบอยู่ด้านบนหมายถึง ห้ามสูบบุหรี่ สัญลักษณ์ผู้หญิงอยู่หน้าห้องน้ำ หมายถึง ห้องน้ำสำหรับสตรี เป็นต้น

5. การรู้สื่อ (Media Literacy) ผู้เรียนต้องสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ และผลิตสารสนเทศจากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิทยุ ดนตรี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น รู้จักเลือกรับสารสนเทศจากสื่อที่แตกต่างกัน รู้ขอบเขตและการเผยแพร่สารสนเทศของสื่อ เข้าใจถึงอิทธิพลของสื่อ และ สามารถพิจารณาตัดสินได้ว่าสื่อนั้นๆ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร

6. การรู้สารสนเทศดิจิทัล (Digital Literacy) ผู้เรียนสามารถเข้าใจและใช้สารสนเทศรูปแบบซึ่งนำเสนอในรูปดิจิทัลผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างการรู้สารสนเทศดิจิทัล เช่น สามารถดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลจากแหล่งทรัพยากรสารสนเทศที่เข้าถึงในระยะไกลมาใช้ได้ รู้ว่าคุณภาพสารสนเทศที่มาจากเว็บไซต์ต่างๆ แตกต่างกันรู้ว่าเว็บไซต์น่าเชื่อถือและเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือ รู้จักโปรแกรมการค้นหา สามารถสืบค้นโดยใช้การสืบค้นขั้นสูง รู้เรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ที่คุ้มครองทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บไซต์ การอ้างอิงสารสนเทศจากเว็บไชต์ เป็นต้น

7. การมีความรู้ด้านภาษา (Language Literacy) ผู้เรียนมีความสามารถกำหนดคำสำคัญสำหรับการค้น ในขั้นตอนการค้นคืนสารสนเทศที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ การค้นสารสนเทศจาก
อินเตอร์เนต และการนำเสนอสารสนเทศที่ค้นมาได้ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จำเป็นมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาษาสากล และสารสนเทศส่วนใหญ่เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ

8. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตัดสินใจเลือกรับสารสนเทศที่นำเสนอไว้หลากหลาย โดยการพิจารณาทบทวนหาเหตุผล จากสิ่งที่เคยจดจำ คาดการณ์ โดยยังไม่เห็นคล้อยตามสารสนเทศที่นำเสนอเรื่องนั้นๆ แต่จะต้องพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยความรอบคอบและมีเหตุผลว่าสิ่งใดสำคัญมีสาระก่อนตัดสินใจเชื่อ จากนั้นจึงดำเนินการแก้ปัญหา

9. การมีจริยธรรมทางสารสนเทศ (Information Ethic) การสร้างผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ มีความสำคัญและเป็นเป้าหมายหลักของการจัดการศึกษา เพื่อปลูกฝังผู้เรียนให้รู้จักใช้สารสนเทศโดยชอบธรรมบนพื้นฐานของจริยธรรมทางสารสนเทศ เช่น การนำข้อความหรือแนวคิดของผู้อื่นมาใช้ในงานของตนจำเป็นต้องอ้างอิงเจ้าของผลงานเดิม การไม่นำข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมและจรรยาบรรณของสังคมไปเผยแพร่ เป็นต้น

ที่มา : คณาจารย์ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ.//(2548).ทักษะการรู้สารสนเทศ.//พิมพ์ครั้งแรก.//กรุงเทพฯ: ภาควิชา
บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

บริการสอนการใช้ (สรุปการเรียนวันที่ 17/07/54)

บริการสอนการใช้
                บริการสอนการใช้เป็นบริการการสอนผู้ใช้ในการค้นคว้า และการใช้เครื่องมือค้นได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นบัตรรายการ หนังสืออ้างอิง การสืบค้นออนไลน์ มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการ คือ ให้ผู้ใช้มีการรับรู้สารสนเทศ ซึ่งสมาคมห้องสมุดอเมริกันถือว่า บริการสอนการใช้เป็นหลักการแรกในการให้บริการ เนื่องจากในปัจจุบันนั้นมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ห้องสมุดต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบและสอนกรใช้อยู่ตลอดเวลา
                โดยปรัชญาของบริการสอนการใช้ ก็คือ ช่วยให้ผู้ใช่สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผู้ใช้ต้องมีการรับรู้สารสนเทศ ซึ่งบริการการสอนการใช้จะทำให้ผู้ใช้ได้รับรู้สารสนเทศซึ่งมีความสำคัญ คือ ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความรู้ความสามารถของมนุษย์ ให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างมีระบบ มีวิจารณญาณ และความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการพัฒนาประเทศสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ในสังคมใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว                                                                                                                                                                     
             โดยการที่จะให้เกิดการรับรู้การใช้นั้น ก็จะต้องมีการสอนการใช้โดยการสอนการใช้ อาจจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาด้วย โดยที่การปฏิรูปการศึกษามีวัตถุประสงค์คือ ต้องการให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เน้นการพัฒนาคนให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้นเน้นกระบวนการคิด และห้องสมุดต่างๆจะต้องเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ ซึ่งเป็นทักษะในการพัฒนามนุษย์ โดยในแต่ละประเทศก็จะมีแผนการดำเนินงานให้คนในประเทศนั้นๆที่แตกต่างกัน โดยในประเทศต้องการให้คนในประเทศนั้นมีทักษะการใช้เทคโนโลยี และการสื่อสาร การรับรู้สารสนเทศ 75% และรู้ทันสื่อและข่าวสาร โดยต้องเริ่มตั้งแต่ระดับอนุบาลไปจนถึงระดับอาจารย์ผู้สอนเพื่อให้มีทักษะการรู้สารสนเทศ                                                                                                                                                          
            ซึ่งในห้องสมุดมีบทบาทในการสอนการรู้สารสนเทศ ทั้งอย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ โดยบรรณารักษ์มีบทบาทในฐานะผู้สอนวิชาการรู้สารสนเทศ โดย ผู้รู้สารสนเทศ คือ ผู้ที่มีทักษะในด้านสารสนเทศ ดังนี้
1.       มีความตระหนักว่าสารสนเทศเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ และสารสนเทศที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น
2.       มีความสามารถและรู้ว่าจะได้สารสนเทศจากที่ใด และจะสืบค้นสารสนเทศได้อย่างไร
3.       มีความสามารถในการประเมินสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศในฐานะเป็นผู้บริโภคสารสนเทศที่มีวิจารณญาณ
4.       มีความสามารถในการประมวลสารสนเทศกล่าวคือสามารถในการคิดและการวิเคราะห์สารสนเทศ
5.       มีความสามารถในการใช้และสื่อสารสารสนเทศให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.       มีทักษะอื่นที่เกี่ยวข้องกับการรู้สารสนเทศ เช่น การรู้คอมพิวเตอร์ การรู้เทคโนโลยีและการสื่อสาร
โดยความรู้ยุคดิจิทัลประกอบด้วย ทักษะดังนี้
1.       Basic literacy  มีความรู้ ทักษะด้านภาษา ได้แก่ การอ่าน การเขียน การพูด และการฟัง
2.       Visual literacy  มีความรู้เรื่องสื่อภาพ เสียง เพื่อความสามารถในกรสื่อสารยุคสารสนเทศ
3.       Media literacy  เข้าใจรูปแบบการเสนอสื่อ การวิเคราะห์
4.       Digital literacy  มีความรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เครือข่ายและสามารถประยุกต์การใช้งาน
5.       Network literacy  มีความรู้ การเข้าใจในระบบเครือข่าย
6.       Cultural literacy  มีความรู้ การเข้าใจในความหลากหลายทางวัฒนธรรม
โดยวัตถุประสงค์บริการสอนการใช้ห้องสมุด มีดังต่อไปนี้
1.       สามารถทำให้ผู้ใช้เข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของสารสนเทศ
2.       สามารถนำความต้องการของสารสนเทศไปสร้างคำถาม คำหลัก และพัฒนากลยุทธ์การสืบค้นได้
3.       ผู้ใช้สามารถเลือก และสามารถเข้าถึงแหล่งสารสนเทศที่ตอบสนองความต้องการได้รวมถึงมีความสามารถในการประเมินสารสนเทศ และแหล่งสารสนเทศ
4.       ผู้ใช้สามารถนำสารสนเทศมาพัฒนาองค์ความรู้เดิมและประยุกต์ใช้กับงานในสถานการณ์ต่างๆได้
ลักษณะการจัดการบริการ มี 2 ลักษณะ คือ บริการเฉพาะบุคคล ซึ่งเป็นแบบไม่เป็นทางการ และการบริการเป็นกลุ่มซึ่งการบริการแบบเป็นทางการ
การบริการเฉพาะบุคคล เป็นการบริการช่วยเหลือผู้ใช้เมื่อผู้ใช้มีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ จากปัญหาในการที่จะได้มาซึ่งข้อสนเทศที่ต้องการ เนื่องจากขาดความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระบบห้องสมุด และปัญหาการใช้ทรัพยากรสารสนเทศบางประเภท ระบบการจัดการ การจัดเก็บ และการบริการ เช่น บริการสอน/แนะนำการใช้และการค้นคว้า (Library Instruction Services) บรรณารักษ์อ้างอิงจะจัดการบริการสอน/แนะนำผู้ใช้เกี่ยวกับ หลักการค้นสารสนเทศ การใช้เครื่องมือค้นทรัพยากรสารสนเทศ และสารสนเทศที่ห้องสมุดจัดบริการ เช่น การค้นจากหัวเรื่อง แลการกำหนดคำสำคัญ การใช้ตัวดำเนินการ การค้นฐานข้อมูลเฉพาะรายชื่อ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถได้มาในสิ่งที่เหมาะสม และตรงต่อความต้องการในการได้มาซึ่งข้อสารสนเทศสนเทศ 
การให้บริการเป็นกลุ่ม
เหมาะสำหรับการให้บริการสำหรับผู้ที่เป็นกลุ่มใหม่ที่เข้ามาใช้ห้องสมุด เช่น นักเรียน นักศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย หรือกลุ่มบุคคลใหม่ที่เข้ามาอยู่ในชุมชน
              การบริการเป็นกลุ่มจะมีทั้งการบริการที่ไม่เป็นทางการ คือ เมื่อร้องขอ หรือการบริการที่เป็นทางการ ซึ่งห้องสมุดจะมีการกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนไว้ ในห้องสมุดโรงเรียน วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย
              ลักษณะการบริการเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการในห้องสมุด แผนกต่าง ในห้องสมุด ทรัพยากรที่ห้องสมุดมี บริการห้องสมุดสำหรับผู้ใช้ และแนะนำให้รู้จักบุคลากรในแผนกต่างๆ
              การแนะนำอาจจะมีการจัดทำคู่มือการใช้ห้องสมุดทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์ และเสนอบนอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับการใช้ฐานข้อมูล วิธีการสืบค้น วิธีการศึกษาค้นคว้า สำหรับใช้ประกอบการแนะนำ หรือการสอนผู้ใช้ห้องสมุด นอกเหนือจากการแนะนำโดยบรรณารักษ์
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับกันว่าการบริการทางตรงโดยบรรณารักษ์ หรือบุคลากรห้องสมุด จะเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีแก่ผู้ใช้ มากกว่าการใช้สื่ออื่นๆ มาแทนในการแนะนำห้องสมุด ตัวอย่างของการบริการแบบกลุ่ม เช่น การนำชมห้องสมุด  บริการสอนการใช้เครื่องมือการค้น  บริการสอนการค้นคว้า 
ซึ่งในการสอนการรู้สารสนเทศในสถาบันการศึกษา มีบริการดังต่อไปนี้
1.       การสอนเป็นรายวิชาอิสระ (Stand-Alone Course or Class) เป็นรายวิชาหนึ่งของหลัก-สูตรซึ่งอาจจะเป็นวิชาบังคับหรือวิชาเลือกขึ้นอยู่กับนโยบายของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง
2.       การสอนเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา (Course-Related Instruction) เป็นการสอนการรู้สารสนเทศที่สอดแทรกอยู่ในรายวิชาต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้จักการสืบค้นสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับรายวิชานั้นๆ

3.       การสอนแบบบรูณาการกับรายวิชาอื่นในหลักสูตร (Course-Integrated Instruction) เป็นการสอนที่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยจัดทำหลักสูตรตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์ และรูปแบบสอนจะต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการสอนในรายวิชา ซึ่งอาจารย์ผู้สอนและบรรณารักษ์จะต้องทำงานร่วมกันในการวางแผนและการดำเนินการสอนในลักษณะสอนเป็นทีม
4.       โปรแกรมสอนห้องสมุด (One short Instruction)  จัดสอน อบรม ปฏิบัติการโดยห้องสมุด
5.       บทเรียนออนไลน์ (Online Tutorials) เป็นการสอนผ่านเว็บไซต์มีการใช้สื่อประสม และเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยในการพัฒนาบทเรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
6.     สมุดฝึกหัด (Workbook) ประกอบด้วยเนื้อหาบทเรียนกะทัดรัด และเน้นการทำแบบฝึกหัดเพื่อฝึกทักษะการรู้สารสนเทศ 

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า จาก สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง

บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า 

          สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นแหล่งรวมสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อสนองตอบต่อการเรียนการสอน การค้นคว้าวิจัยแก่ นักศึกษา อาจารย์ ข้าราชการ นักวิจัย ตลอดจนเป็นแหล่งศึกษาหาความรู้แก่บุคคลทั่วไป          สำหรับบริการของสำนักหอสมุดกลางนอกจากบริการยืม-คืนหนังสือที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปแล้ว บริการหลักที่สำคัญบริการหนึ่งคือ บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า เป็นบริการที่สำนักหอสมุดกลางได้จัดให้มีขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ในเรื่องของการเข้าถึง และการใช้ทรัพยากรสารสนเทศต่าง ๆ ทั้งที่เป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่สำนักหอสมุดกลางได้จัดหามาไว้ให้บริการ และเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรสารสนเทศต่างๆ ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด มิใช่เพียงเพื่อการอ่าน แต่ให้หมายถึงการใช้เพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังและกว้างขวางด้วย
          บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้าวิจัยนี้เป็นงานที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้โดยตรง บรรณารักษ์จะเป็นสื่อกลางระหว่างผู้ใช้กับสื่อสารสนเทศต่างๆ โดยจะทำหน้าที่ให้บริการค้นหาสารสนเทศ และช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรสารสนเทศอย่างถูกต้องเหมาะสม คุ้มค่ากับเงินงบประมาณในการจัดซื้อจัดหา การจัดดำเนินงานต่างๆ  และเป็นไปอย่างรวดเร็วตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ให้ผู้ใช้ได้รับข้อมูลที่ทันสมัย ครอบคลุมรายละเอียดตามเนื้อหาที่ต้องการ โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานให้มีประสิทธิภาพในด้านความถูกต้อง ความรวดเร็ว และสามารถสืบค้นได้อย่างกว้างขวาง ทั้งจากรายการทรัพยากรที่ห้องสมุดมี และจากสถาบันบริการสารสนเทศอื่นๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะสารสนเทศสาขาวิชาต่างๆ ที่มีการพัฒนาและเผยแพร่มากมายอย่างรวดเร็วบนอินเตอร์เน็ต

บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้าของสำนักหอสมุดกลาง ประกอบด้วย

  1. บริการตอบคำถาม (reference service) เป็นบริการช่วยผู้ใช้ในการค้นหาคำตอบที่ต้องการ ซึ่งผู้ใช้อาจสอบถามด้วยตนเอง ที่โต๊ะบริการตอบคำถาม สอบถามทางโทรศัพท์หรือทางไปรษณีย์ ลักษณะของคำถามอาจเป็นคำถามทั่วไปเกี่ยวกับห้องสมุด เช่น คำถามเกี่ยวกับแหล่งจัดเก็บและบริการหนังสือ วารสาร วัสดุไม่ตีพิมพ์ ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เป็นต้น หรืออาจเป็นคำถามที่ต้องใช้หนังสือ หรือหลักฐานอ้างอิงในการค้นหาคำตอบ หรืออาจเป็นเรื่องของการแนะนำหนังสือ วารสาร วัสดุสารสนเทศอื่นๆ ให้เลือกอ่านตามความสนใจ     
          2. บริการช่วยค้นคว้าวิจัย (research service) เป็นบริการที่จัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ห้องสมุดในการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องที่กำลังศึกษาวิจัย  ซึ่งบรรณารักษ์จะทำการติดตามข่าวสารความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศึกษา จัดหา รวบรวม จากหนังสือ วารสาร เอกสาร ทั้งที่เป็นสิ่งตีพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฐานข้อมูลซีดีรอม ฐานข้อมูลออนไลน์ ต่างๆ จัดทำคู่มือ/เครื่องมือเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูล สารสนเทศได้อย่างสะดวกรวดเร็ว การจัดบริการมีดังนี้
  • บริการสืบค้นข้อมูลหรือบริการช่วยค้นคว้าวรรณกรรมในแขนงวิชาใดวิชาหนึ่งอย่างละเอียด ในหัวข้อ ปัญหา หรือ เรื่องราวในสาขาวิชาที่กำลังศึกษาวิจัย โดยการสืบค้นรวบรวมรายชื่อหนังสือ สิ่งพิมพ์ เอกสาร วรรณกรรมจากฐานข้อมูล และวัสดุสารสนเทศต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องไว้ ซึ่งอาจจัดทำสาระสังเขปประกอบไว้ด้วยเพื่อช่วยประหยัดเวลาในการอ่านของผู้ใช้
  • บริการจัดทำดรรชนี เพื่อเป็นคู่มือในการค้นหาสารสนเทศจากทรัพยากร ห้องสมุด เช่น ดรรชนีวารสารที่ห้องสมุดบอกรับ และเนื่องจากบางครั้งการสร้างดรรชนีค้นจากการทำรายการของห้องสมุดอาจไม่ละเอียดพอ และมีสารสนเทศบางรายการที่มีคุณค่าต่อการศึกษาค้นคว้าซ่อนอยู่ สิ่งพิมพ์บางรายการจัดทำดรรชนีเฉพาะชื่อเรื่องเท่านั้น หรือ สิ่งพิมพ์บางเล่มมีเนื้อหาหลายเรื่องอยู่ในเล่มเดียวกัน การสร้างดรรชนีคำค้นอาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น หนังสืออนุสรณ์ หนังสือรวมบทความ เอกสารการประชุมสัมมนาต่างๆ หนังสือราชกิจจานุเบกษา สยามจดหมายเหตุ เป็นต้น จึงเป็นหน้าที่ของบรรณารักษ์บริการตอบคำถาม ที่จะต้องสร้างเครื่องมือในการค้นหาเพื่อให้สามารถเข้าถึงและสามารถบริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้ได้อย่างรวดเร็ว 
  • บริการจัดทำสาระสังเขป สาระสังเขปแต่ละรายการจะให้รายละเอียดทางบรรณานุกรมอย่างครบถ้วน ได้แก่ ผู้แต่ง ชื่อเรื่อง สถานที่พิมพ์ สำนักพิมพ์ ปีที่พิมพ์ พร้อมเนื้อหาสาระที่สำคัญโดยสรุป ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดเวลาของผู้ใช้ เมื่อผู้ใช้ได้อ่านสาระสังเขปจะสามารถทราบได้ว่าหนังสือ สิ่งพิมพ์ วัสดุสารสนเทศ นั้นๆ ตรงกับความต้องการหรือไม่ และหากสนใจจะอ่านฉบับเต็มก็สามารถติดตามหาอ่านได้ง่าย ซึ่งขณะนี้สำนักหอสมุดกลางได้จัดบริการสาระสังเขปวิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง ส่วนสาระสังเขปหนังสือ สิ่งพิมพ์อื่นๆ  ผู้ใช้หาอ่านได้ที่หน่วยงานผู้ให้บริการสิ่งพิมพ์แต่ละประเภท/สาขาวิชา
บริการดรรชนีและสาระสังเขปนี้ สำนักหอสมุดกลางได้พัฒนาเป็นฐานข้อมูลดิจิตอล ผู้ใช้บริการสามารถเข้าไปสืบค้นได้ที่ http://www.lib.ru.ac.th 

          3. บริการยืมระหว่างห้องสมุด เป็นบริการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ห้องสมุด  ในกรณีที่สำนักหอสมุดไม่มีรายการทรัพยากรสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ ไม่สามารถจัดหามาบริการได้ทันกับความต้องการ หรือ อาจด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ไม่ว่าห้องสมุดใดๆ ก็ไม่สามารถจัดหาหนังสือทุกเล่ม วัสดุสารสนเทศทุกรายการที่มีผู้ผลิตเพื่อจำหน่ายมาไว้ให้บริการในห้องสมุดของตนได้ หรือรายการสารสนเทศนั้นไม่มีจำหน่าย  หรือจำหน่ายหมดแล้วและไม่ผลิตซ้ำอีก ซึ่งบรรณารักษ์จะทำการสืบค้นตรวจสอบว่ารายการนั้นๆ มีให้บริการในสถาบันบริการสารสนเทศใด สามารถขอยืมฉบับจริงมาให้กับผู้ใช้ได้หรือไม่ หรืออาจขอทำสำเนาเอกสารมาให้บริการ บริการนี้จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลน  หรือความไม่พอเพียงของทรัพยาการของห้องสมุดได้ และยังช่วยประหยัดงบประมาณในการพัฒนาทรัพยากรห้องสมุดได้ด้วย 
          4. บริการจัดทำบรรณานุกรม เป็นการรวบรวมรายชื่อหนังสือ บทความวารสาร หนังสือพิมพ์ หรือ สื่อสารสนเทศอื่นๆ เช่น แผนที่ รูปภาพ ฯลฯ โดยบรรณารักษ์บริการตอบคำถามจะทำการรวบรวมรายการสารสนเทศเหล่านี้ นำมาจัดเรียงตามหลักเกณฑ์การจัดทำบรรณานุกรม ซึ่งอาจจัดเรียงแยกตามประเภทของสื่อสารสนเทศ หรือ อาจเรียงทุกประเภทรวมกันก็ได้
             การจัดทำบรรณานุกรมนี้ อาจจัดทำเฉพาะเรื่องตามความต้องการของผู้ใช้ หรือเป็นบรรณานุกรมเรื่องที่น่าสนใจก็ได้  ทั้งนี้เป็นการคาดคะเนถึงความต้องการใช้สารสนเทศของบรรณารักษ์บริการตอบคำถาม ที่ได้สัมผัสกับผู้ใช้โดยตรง และเป็นผู้ที่ต้องติดตามข่าวสารความรู้ หลักสูตรการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยอยู่เสมอ โดยจะคำนึงถึงขอบเขตเนื้อหาของเรื่องที่จะรวบรวม ความทันสมัยของวัสดุสารสนเทศ การลงรายการ วัตถุประสงค์ในการใช้ ทั้งนี้รายการบรรณานุกรมอาจมีสาระสังเขปประกอบด้วย เพื่อช่วยประหยัดเวลาในการอ่านให้กับผู้ใช้
             บริการจัดทำบรรณานุกรมนี้หมายรวมถึง การให้ความช่วยเหลือแนะนำในการค้นหารายละเอียดทางบรรณานุกรม กรณีที่ผู้ใช้ห้องสมุดต้องการทราบรายละเอียดทางบรรณานุกรมหนังสือ เอกสาร วัสดุสารสนเทศที่ต้องการ แต่ไม่สามารถค้นหาได้  และรวมถึงบริการแนะนำการเขียนบรรณานุกรมซึ่งก็เป็นอีกบริการหนึ่งที่บรรณารักษ์ตอบคำถามจะต้องให้คำแนะนำปรึกษา เพราะในการเขียนผลงานทางวิชาการ การทำรายงานการค้นคว้าวิจัย วิทยานิพนธ์ นั้นจำเป็นต้องเขียนอ้างอิงเพื่อเป็นหลักฐานและข้อเท็จจริง ตลอดจนเพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อเจ้าของผลงาน และรวมถึงในแง่ของสิขสิทธิ์ผลงานด้วย บางครั้งผู้สร้างสรรค์ผลงานอาจไม่แน่ใจในหลักการเขียนอ้างอิงทางวิชาการ บรรณารักษ์ตอบคำถามจะคอยให้คำแนะนำช่วยเหลือ
          5. บริการสอนการใช้ห้องสมุด เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สำคัญของบรรณารักษ์บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า ที่จะต้องสอนให้ผู้ใช้ห้องสมุดให้รู้จักใช้ห้องสมุดได้ด้วยตนเอง คือให้ผู้ใช้ได้รู้จักห้องสมุด ใช้บริการต่างๆ ของห้องสมุด ใช้หนังสืออ้างอิง ทรัพยากรสารสนเทศในสาขาวิชาต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบทั้งหนังสือ วารสาร จุลสาร เอกสาร กฤตภาค ฐานข้อมูล และอื่นๆ  ตลอดจนรู้จักใช้เครื่องมือ/คู่มือ ในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่างๆ  ที่ห้องสมุดจัดหาไว้บริการให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด โดยใช้เวลาให้น้อยที่สุด ทั้งนี้การสอนการใช้ห้องสมุดจะทำให้ผู้ใช้คุ้นเคยกับวัสดุสารสนเทศต่างๆ ในห้องสมุด ผู้ใช้มีทักษะในการที่จะแสวงหาสารสนเทศตามความต้องการได้อย่างอิสระเสรี

ขอขอบคุณ
สำนักหอสมุดกลาง  มหาวิทยาลัยรามคำแหง 
เอื้อเฟื้อข้อมูล

เทคโนโลยีในการยืม-คืน และการบริการการตอบคำถาม (สรุปการเรียน 10/07/11)

เทคโนโลยีในการยืม-คืน
บัตรสมาชิก
1.บัตรพลาสติก ส่วนใหญ่ใช้ในห้องสมุดประชาชน หรือใช้สำหรับเด็กเป็นบัตรพลาสติกธรรมดา แต่มีสีสันสวยงาม เพื่อดึงดูใจให้ใช้งาน เท่านั้น
2.บัตรติดแถบแม่เหล็ก มี 2 ชนิด คือ
2.1.บัตรที่เกี่ยวกับการเงิน เป็นบัตรที่มีการใช้อย่างกว้างขวาง เช่น บัตรสมาชิก บัตรเข้าออก-เข้าสถานที่  บัตรจอดรถ บัตรเก็บข้อมูล
2.2.บัตรที่เกี่ยวกับการเงิน การใช้งานจะประกอบด้วยระบบการป้องกันระดับสูง มีการเข้ารหัส การใช้งาน เช่น บัตรธนาคารเบิกเงินสด (ATM) บัตรเดบิต บัตรวีซ่า และมาสเตอร์การ์ด แบบไม่ติด Chip
3.บัตรติดรหัสแถบ ใช้ในการยืมคืน หรือสามารถเข้าและ ยืมคืนได้
4.บัตรอัจฉริยะ มีหลากหลายรูปแบบมีทั้งชิพ รหัสแถบ หรือบาร์โค๊ด ซึ่งแบ่งการทำงานได้ 3 รูปแบบ ดังนี้
4.1.บัตรทำงานแบบสัมผัส บัตรนี้การทำงานต้อง นำตัวชิพที่ด้านหน้าบัตรเข้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออ่านค่า (EDC-Electronic Debit Card) การทำงาน บัตรนี้เหมาะสำหรับงานที่เก็บข้อมูลจำนวนมาก และต้องการความปลอดภัยสูง เช่น บัตรเครดิต บัตรประชาชน ใบขับขี่ ฯลฯ
4.2.บัตรทำงานแบบไม่สัมผัส คือบัตรที่ผสมผสานการทำงานของ RFID เข้าไป ภายในตัวบัตรจะประกอบด้วยชิพและเสาอากาศ (Antenna) เพื่อใช้ในการสื่อสาร บัตรประเภทนี้ เช่น บัตรเข้า ออกสถานที่ บัตรเดินทางรถไฟฟ้า บัตรสมาชิก เป็นต้น
4.3.บัตรทำงานแบบผสม คือบัตรที่ทำงานได้ทั้งระบบสัมผัสและไม่สัมผัส ให้การใช้งาน สะดวก และรวดเร็ว มากขึ้น ปัจจุบันมีการใช้งานในระบบ การชำระเงิน และอุตสาหกรรมความปลอดภัยเช่น บัตรประชาชน บัตรเงินสด
ประเภทของสมาร์ท การ์ด ตามรูปแบบการใช้งาน แบ่ง เป็น 3 ประเภท คือ
1.คอนแทค สมาร์ท การ์ด นำสมาร์ท การ์ด ไปรูดที่เครื่องอ่านสมาร์ท การ์ด เพื่ออ่านข้อมูลจากชิพ
2.คอนแทคเลส สมาร์ท การ์ด นำสมาร์ท การ์ด ไปอ่านที่เครื่องอ่านสมาร์ท การ์ด (ให้ตำแหน่งของชิพอยู่ตั้งฉากกับเครื่องอ่านแต่ไม่จำเป็นต้องวางแนบกับเครื่องอ่าน หรือเรียกว่า "อ่านแบบหน้าสัมผัส" เพื่ออ่านข้อมูลจากชิพไปใช้งาน
3.ไวร์เลส สมาร์ท การ์ด เวลาใช้งานจะต้องนำสมาร์ท การ์ด ไปอ่านที่เครื่องอ่านสมาร์ท การ์ด โดยอาศัยคลื่นวิทยุในการติดต่อสื่อสาร แต่จะสามารถทำงานได้ภายในระยะที่กำหนด เพื่ออ่านข้อมูลจากชิพไปใช้งาน 

บริการตอบคำถาม
บริการตอบคำถาม เป็นบริการที่จะให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการ ที่ตอบสนองความต้องการส่วนบุคคล และได้สารสนเทศอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้ใช้ไม่ทราบระบบต่างๆของห้องสมุดเลยแม้แต่น้อย หรือไม่เพียงพอที่จะใช้งานได้ด้วยตนเอง
โดยความสำคัญของการบริการตอบคำถามก็คือ บริการได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และสนับสนุนการใช้ห้องสมุด เพื่อประหยัดเวลาในการค้นคว้าหาข้อเท็จจริง และส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างห้องสมุดและผู้ใช้ เนื่องจากมีคนคอยดูแลและช่วยเหลือให้กับผู้ใช้งาน
ซึ่งหน้าที่ของการบริการตอบคำถาม คือ แสวงหาสารสนเทศที่มีความต้องการเฉพาะทาง และช่วยเหลือให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสารสนเทศได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งสอนผู้ใช้ให้สามารถใช้ทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุดและการค้นคว้าได้ด้วยตนเอง โดยระดับการบริการการตอบคำถามนั้นแบ่งตามประเภทของห้องสมุดได้ดังนี้
ห้องสมุดเฉพาะ สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว (ได้สารสนเทศที่ต้องการและรวดเร็ว) เนื่องจากผู้ใช้รู้ในสิ่งที่ต้องการอยู่แล้วแต่หาไม่ได้ หรือไม่มีเวลาพอที่จะทำการค้นหา
ห้องสมุดโรงเรียน จะบริการการตอบคำถาม และเน้นในส่วนของการสอนวิธีใช้ เพื่อให้รู้สารสนเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กนักเรียน
ห้องสมุดประชาชน ช่วยในการหาสารสนเทศที่ต้องการ และพัฒนาการสืบค้น เนื่องจากมีผู้ใช้งานหลายวัย และหลายกลุ่มการศึกษา
ห้องสมุดมหาวิทยาลัย ต้องตอบคำถามได้อย่างรวดเร็ว ช่วยค้นสารสนเทศที่ต้องการ และมีการสอนการใช้งานห้องสมุด (ทักษะการสืบค้น)
ซึ่งบริการช่วยนี้ จะทำให้ผู้ใช้ได้ข้อมูล และสารสนเทศเฉพาะตามต้องการ โดยจะมีบรรณารักษ์อ้างอิง บริการที่โต๊ะบริการตอบคำถามในห้องสมุด หรือส่วนของยืม-คืน เสมอ โดยคำถามที่ผู้ใช้มักจะถามสามารถสรุปประเภทของคำถามในการอ้างอิงได้ ดังนี้
1.คำถามโดยตรงหรือข้อแนะนำ (Directional Question) มักจะเป็นคำถามสั้นๆที่ต้องการคำตอบได้ทันที เช่น การถามหนังสือชนิดต่างๆว่ามีในห้องสมุดหรือไม่ เป็นต้น
2.คำถามที่ต้องการข้อเท็จจริง (Ready Reference Question) มักเป็นคำถามที่ต้องการข้อมูลในจำนวนไม่มาก และได้คำตอบที่ต้องการภายใน 5 นาที เช่น ต้องการข้อมูลในการทำรายงาน หรือคำตอบในหลักวิชาการต่างๆ
3.คำถามที่ต้องการค้นคว้าข้อเท็จจริง (Specific search Question) มักจะเป็นคำถามที่ต้องการที่ใช้ในการค้นคว้าหาข้อสรุปต่างๆ เช่น ต้องการเอกสารปัญหาการอพยพมาทำงานของชาวพม่าในไทย
4.คำถามที่ต้องอาศัยการค้นคว้าวิจัย (Research Question)  มักจะเป็นคำถามที่ต้องใช้จำนวนข้อมูลมากเพื่อจะใช้ในการค้นคว้าข้อมูลต่างๆ เพื่อทำงานวิจัย เช่น ผลสัมฤทธิ์การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศในระดับมัธยมศึกษาในประเทศไทย

ประเภทของการบริการการตอบคำถาม แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
บริการโดยตรง จะเป็นบริการที่บรรณารักษ์จะออกไปตอบคำถามกับผู้ใช้โดยตรง รวมถึงการสอนการใช้งานโดยตรง ซึ่งจะไม่รวมการสอนการใช้ที่จัดโดยห้องสมุด หรือออกไปให้บริการในห้องเรียน       
บริการทางอ้อม จะเป็นงานที่บรรณารักษ์เตรียมดำเนินงานเพื่อเตรียมความพร้อมในการบริการ เช่น
การเลือกและการจัดหา (Selection & Acquisition)                                                                  
การบริหารและการจัดดำเนินการ (Organization & Administration)   งานจัดการ วางระบบการทำงาน การจัดเตรียมสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ บุคคลากร ตลอดจนการประสานงานร่วมกับองค์การสถาบันต่างๆ เช่น การจัดทำตารางงานการอยู่ประจำตอบคำถาม การจัดแบ่งงาน  การเตรียมวัสดุอุปกรณ์  งบประมาณ และ จัดเตรียมทรัพยากรให้พร้อม และสะดวกในการค้นหา
การจัดหาวิธีทาง (Access) การจัดเตรียมหนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่างๆ  ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์ และ สื่ออิเล็กทรอนิกส์  ฐานข้อมูล พัฒนาทรัพยากรอ้างอิง จัดทำเครื่องมือ คู่มือ อำนวยการให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศ รวมทั้งแสวงหาความร่วมมือในการให้บริการ ติดต่อประสานงานระหว่างสถาบัน องค์กร
การประชาสัมพันธ์ (Public Relation)                                                                                 
การประเมินผล (Evaluation) ประเมินการดำเนินงาน การปฏิบัติงาน
หน้าที่อื่นๆ (Miscellaneous Tasks) งานประจำเพื่อช่วยการทำงาน และงานดูแลรักษา เช่น บันทึกคำถาม
ซึ่งในปัจจุบันนั้นบริการการตอบคำถาม จะเป็นการบริการในแบบออนไลน์ หรือระบบเสมือน ซึ่งสามารถใช้งานผ่านอุปกรณ์ต่างๆที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เพื่อเข้ารับการบริการซึ่งบรรณารักษ์จะต้องจัดสิ่งเหล่านี้เพื่อจะต้องรองรับการใช้งานเหล่านี้ได้ ซึ่งสามารถแบ่งการใช้งานได้ 3 ประเภท คือ
บริการ E-mail ซึ่งผู้ใช้สามารถทิ้งคำถามไว้ แล้วบรรณารักษ์จะเป็นผู้ตอบ ซึ่งจะไม่สามารถโต้ตอบได้ในทันที

บริการ Chat ซึ่งเป็นการสื่อสารที่นิยมและมีหลายรูปแบบ ทั้งภาพ และเสียง หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง และสามารถโต้ตอบได้ทันที ซึ่งมีหลายโปรแกรม เช่น Online Chat ที่มีลักษณะคล้ายกับ Customer Service ของเว็บไซต์ใหญ่ๆ ทั่วไป เช่น LiveAgent, Live Person และ Integrated Online IM อย่าง Meebo ที่มี Widget ให้ห้องสมุดสามารถติดตั้งไว้บนเว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเพราะมี function พื้นฐานที่เพียงพอต่อการให้บริการตอบคำถามช่วยการค้นคว้า และผู้ใช้สามารถเป็น Anonymous ได้ (คือผู้ใช้ที่ไม่ต้องการให้ผู้ให้บริการทราบว่า ตัวเองเป็นใคร) ซึ่งจะช่วยให้คนที่ไม่กล้าสอบถาม ก็กล้าที่จะถามง่ายๆ ได้มากขึ้น หรือห้องสมุดเสมือนจริง หรือที่เรียกว่า Second life ที่ผู้ใช้สามรถสร้างตัวละครของตนเองที่เข้าไปใช้งานได้อย่างง่ายดาย และสะดวกที่จะถามหรือตอบคำถามต่างๆ จากส่วนใดก็ได้ของโลกถ้ามีอินเตอร์เน็ต 
ความร่วมมือระหว่างห้องสมุด เป็นการช่วยเหลือผู้ใช้ในการตอบคำถามในกรณีที่ห้องสมุดของตนเอง มีข้อมูลให้กับผู้ใช้ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ได้ ซึ่งข้อดีก็คือ สามารถให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ตลอดเวลาผ่านเครือข่ายห้องสมุดต่างๆที่มีอยู่ทั่วโลกโดยมีบรรณารักษ์จะเป็นผู้คอยให้บริการ
               ซึงในปัจจุบันนั้น ห้องสมุดส่วนใหญ่จะมีการบริการในการตอบคำถามผ่านในเว็บไซต์โดยจะระบุช่องทางการติดต่อสื่อสารเอาที่หน้าเว็บไซต์ทุกหน้า เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อได้อย่างสะดวก


ขอขอบคุณภาพประกอบทั้งหมดจาก Slide ประกอบการสอนวิชา 023707 เรื่องบริการการตอบคำถาม วันที่ 10/07/54 ไว้ ณ ที่นี้ด้วย